CMYK และ Pantone เป็นระบบสีสองแบบที่โดดเด่นและได้รับการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมการพิมพ์ โดยแต่ละแบบถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน พร้อมข้อได้เปรียบเฉพาะตัว คำว่า CMYK ย่อมาจากหมึกพิมพ์กระบวนการสี่สี ได้แก่ ไซอัน (Cyan), แมเจนตา (Magenta), เหลือง (Yellow) และดำ (Key black) ซึ่งสร้างเฉดสีนับพันเฉดผ่านการผสมหมึกทับซ้อนกัน ระบบนี้เป็นระบบสีแบบลบ (subtractive color system) ที่ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมในการจำลองโทนสีไล่ระดับที่ซับซ้อนและภาพถ่ายที่สมจริง จึงกลายเป็นทางเลือกมาตรฐานสำหรับงานพิมพ์สีจำนวนมากทั่วไป
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว การพิมพ์แบบแพนโทน (Pantone) หรือการพิมพ์สีพิเศษ (spot color printing) ใช้หมึกที่ผสมไว้ล่วงหน้าโดยเฉพาะ ซึ่งมีรหัสสีมาตรฐานที่กำหนดขึ้นทั่วโลก ทำให้เฉดสีแต่ละแบบของแพนโทน (Pantone) มีผลลัพธ์เชิงภาพเหมือนกันทั่วโลก และช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาสีเพี้ยนที่เกิดจากการเรียงตัวไม่ตรงกันของชั้นหมึกในการพิมพ์ระบบ CMYK
ทั้งสองระบบยังแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งในด้านต้นทุนและสถานการณ์ที่เหมาะสมในการใช้งาน โดยการพิมพ์ระบบ CMYK ต้องใช้แม่พิมพ์เพียง 4 แผ่นเท่านั้น จึงช่วยควบคุมต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำลงสำหรับงานพิมพ์ประเภทแผ่นพับ โปสเตอร์ และงานศิลปะที่มีการไล่ระดับสีอย่างหลากหลาย อย่างไรก็ตาม การพิมพ์แบบแพนโทน (Pantone) จำเป็นต้องใช้แม่พิมพ์แยกต่างหากสำหรับแต่ละสี จึงส่งผลให้ต้นทุนในการเตรียมงานและการผลิตโดยรวมสูงขึ้น
สำหรับชุดบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการความสอดคล้องกันของสี เช่น ถุงกระดาษและกล่องของขวัญที่จัดชุดกัน การพิมพ์แบบแพนโทน (Pantone) คือทางเลือกอันดับต้นๆ ของเรา เนื่องจากสามารถรับประกันความสม่ำเสมอของสีแบรนด์บนชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นได้อย่างแม่นยำ
สรุปได้ว่า การพิมพ์ระบบ CMYK เหมาะสำหรับงานพิมพ์ปริมาณมากที่มีการไล่ระดับสีอย่างหลากหลาย ในขณะที่การพิมพ์แบบแพนโทน (Pantone) เหมาะอย่างยิ่งสำหรับโครงการแบรนด์ที่ต้องการความแม่นยำและความสม่ำเสมอของสี รวมถึงเอฟเฟกต์ตกแต่งพิเศษ